เหตุผลที่ Netflix และ Disney+ เลือกใช้ Cloud แทนการสร้าง Data Center เอง

1,606
1,606

อย่างที่เราทราบกันดีว่า Video Streaming ในประเทศไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คงหนีไม่พ้น Netflix แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Disney+ Hotstar ได้เริ่มให้บริการในประเทศไทยแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ Netflix เลยทีเดียว เพราะ Disney+ เองมีภาพยนตร์และซีรี่ย์ที่เป็น Original Content อยู่มากมาย และที่สำคัญมีคนไทยเป็นแฟนคลับมากมายทีเดียวค่ะ โดย Disney+ เองสามารถใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 2 ปี ก็มีจำนวน Subscriber ถึงครึ่งหนึ่งของ Netflix แล้ว แต่รู้หรือไม่คะ? ว่าทั้ง Netflix และ Disney+ เอง ต่างก็นำบริการที่เป็น Core Business ของตัวเองไว้บน Cloud Provider รายเดียวกันทั้งที่มี Global Cloud อย่าง AWS, Azure และ GCP ให้เลือกใช้ถึง 3 ราย ทำไมถึงไม่สร้าง Data Center เองและเลือกใช้แต่เพียงที่ Amazon Web Services กันนะ? วันนี้นำข้อมูลคร่าว ๆ ของทั้ง Netflix และ Disney+ มาเปรียบเทียบให้ทราบกัน รวมถึงเหตุผลที่ว่าทำไมถึงเลือกใช้ Cloud อย่าง AWS แทนการสร้าง Data Center เองให้ทราบกันค่ะ

Netflix vs Disney+

Content Delivery Network (CDN) คืออะไร?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าอะไรทำให้ Video ขนาดใหญ่อย่าง 4K สามารถ Stream ผ่าน Internet ได้อย่างรวดเร็วและไม่สะดุด คำตอบคือ CDN ขอเล่าหลักการง่าย ๆ ของ CDN ก็คือ “ผู้ให้บริการ CDN เก็บ Content ไว้ใน Cache ที่ใกล้ที่สุดกับ End User” เมื่อเราที่เป็น End User กดดูหนังซักเรื่อง ผู้ให้บริการ Internet ก็จะไปดึง Content ที่ถูกเก็บ Cache ไว้ใน Server ของผู้ให้บริการ CDN ที่อยู่ใกล้เราที่สุดมาให้ชมนั่นเอง เจ้า CDN นี่แหละที่ทำให้ตลาด Video Streaming สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เราชม Video กันได้ไม่สะดุด โดยเฉพาะ Disney+ ที่เพิ่งจะลงมาเล่นในตลาดนี้เพียงแค่เกือบ ๆ 2 ปี โดยผู้ให้บริการ CDN ที่เป็นที่รู้จักในโลก คือ Akamai, CenturyLink, Limelight หรือ CloudFront ของ AWS เป็นต้น ซึ่ง Disney+ ใช้บริการอยู่หลายเจ้า ส่วน Netflix เป็น Video Streaming เพียงเจ้าเดียวที่มี CDN เป็นของตัวเอง ชื่อว่า Open Connect

เหตุผลที่ทำไมถึงเลือกใช้ Cloud อย่าง AWS แทนการสร้าง Data Center เอง

  1. Cloud Scaling ง่าย

เหตุผลข้อแรกนี้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า Cloud สามารถเพิ่ม/ลด ทรัพยากรได้ตามต้องการ คิดภาพตามง่าย ๆ อย่างมีซีรี่ย์ซักเรื่องเข้าใหม่ใน Netflix หรือ Disney+ ก็ตาม วันแรก ๆ ที่เปิดฉาย แน่นอนว่าจำนวนคนดูต้องมากขึ้นแบบก้าวกระโดดแน่ ๆ การใช้ Cloud ก็แค่ Scale ออกไปให้รองรับได้เพียงพอ แต่กลับกันพอเริ่มฉายไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์หรือ หลักเดือน คนดูก็ไม่ได้มากเท่าตอนแรกแล้ว ก็ทำการ Scale กลับเข้ามา ตรงนี้เองที่ Cloud ช่วยตอบโจทย์ได้อย่างมาก

  1. ประหยัดกว่า

หลายคนอาจจะสงสัยว่าจริง ๆ แล้วทำ Data Center เองยังไงก็ถูกกว่ารึเปล่า? อาจจะใช่ หากเทียบเพียงแค่การดูว่าใช้จำนวนทรัพยากร (CPU, RAM, HDD, OS หรือ License อื่น ๆ ) แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่เป็น Hidden Cost ของการทำ Data Center เองมีอยู่มากมาย เช่น ค่าสร้างห้อง Data Center, ระบบไฟ, ระบบแอร์, Hardware ต้องเปลี่ยนทุก 3 ถึง 5 ปี, ระบบ Redundancy หรือ DR-Site รวมถึงค่า Manpower อีก (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ On-Cloud vs On-Premise แบบไหนดีกว่ากัน?)

  1. ให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

มีใครเคยดูซีรี่ย์จนพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกันบ้าง? 55555 อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ให้บริการพลาดไม่ได้เลยคือ “ความต่อเนื่องในการให้บริการ” หรือ Business Continuity เรียกได้ว่าต้องสามารถ Stream Content ในคุณภาพที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั่วทั้งโลกเพื่อรองรับผู้ใช้งานอย่างน้อย 100 ล้านราย เราแทบไม่เคยเห็นว่า Netflix ใช้งานไม่ได้เลย ไม่ใช่เพราะว่า Data Center ไม่ Down เลยนะ แต่เป็นเพราะ AWS เอง มี Availability Zones กระจายอยู่ทั่วโลกถึง 81 แห่ง ช่วยเพิ่ม Redundancy ให้กับระบบของคุณได้อย่างดี

  1. Cloud Provider มี Technology ให้เลือกใช้มากมาย

นอกเหนือจากความต้องการด้านระบบ Data Center ที่เสถียรและสามารถขยายได้ตามต้องการแล้ว Technology ที่ Provider มีให้เลือกใช้ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกันที่สามารถช่วยประหยัดเวลาให้แก่บริษัทได้ โดยผู้ให้บริการ Video Streaming หรือ On-demand Streaming นั้น ใช้ Technology มากกว่า 50+ Technology เลยเทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น Machine Learning, Database, Storage, Content Delivery, Serverless, Analytics และอื่น ๆ หากทำการสร้าง Data Center เอง และยังต้องใช้เวลาไปกับการศึกษา Technology เหล่านี้คงจะเหนื่อยไม่น้อย สู้หันมาใช้ Cloud Provider ที่มีให้ครบทุกอย่างแล้วดีกว่า

  1. ได้ Focus ที่ Core Business

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ทั้ง Netflix และ Disney+ ต่างนำระบบ Video Streaming ของตัวเอง ไว้บน Cloud Provider อย่าง AWS กันทั้งคู่ เพราะการสร้าง Data Center ตัวเองให้ดีและกระจายอยู่ทั่วทั้งโลก โดยให้มีคุณภาพเทียบเท่ากับ Cloud Provider ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เงินลงทุนสูง รวมถึงต้องมีทีมงาน IT ในการดูแลอีก โดย Netflix เองลงทุนพัฒนาระบบมาตลอด เคยใช้เวลาเป็นปี ๆ และเงินกว่าล้านดอลลาร์ในการทำระบบ Infrastructure ให้ตอบโจทย์การทำ On-demand Steaming มาแล้ว แต่สุดท้ายปัจจุบันก็ได้ All-in ระบบทั้งหมดไว้ที่ AWS ที่เป็นผู้นำด้าน Cloud Infrastructure มีทีมงานคอยดูแลระบบให้ตลอด ไม่ต้องปวดหัวกับระบบ IT สูญเสียเงิน และสูญเสียเวลาไปกับการทำสิ่งที่ไม่ถนัด ได้ใช้เวลาเหล่านั้นไป Focus ที่ Core Business ของตัวเองได้อย่างเต็มที่แทน

จะดีกว่าไหม? ถ้าคุณสามารถใช้เวลาที่มีอยู่นำไปสร้างสรรค์และต่อยอดสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นตามเป้าหมาย และใช้เวลาน้อยกว่าในการจัดการกับ Infrastructure ของคุณ ด้วยระบบ “Cloud”

ทำไมถึงเป็น AWS?

ทั้ง ๆ ที่มี Global Cloud ระดับโลกให้เลือกอีกมากมาย อย่าง Azure และ GCP แต่จริง ๆ แล้วผู้บุกเบิกและยังคงนำในตลาดนี้ก็ยังคงเป็น AWS และ AWS เองก็ค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่เป็น Startup ใหม่ ๆ อีกทั้ง Azure ก็ค่อนข้างที่จะโฟกัสบริษัทระดับ Enterprise ด้วยความที่เป็น Microsoft ส่วน GCP ก็ยังค่อนข้างใหม่ (รับชมประวัติของ Global Cloud เพิ่มเติมได้ใน ผู้ท้าชิง AWS, Azure, GCP ใครจะแพ้ใครจะชนะในศึก Cloud 3 แสนล้านบาท?) นอกจาก Netflix และ Disney+ แล้ว Hulu ผู้ให้บริการ Video Streaming ใน USA ก็ใช้บริการอยู่ที่ AWS เช่นกัน รวมถึง BBC, C-SPAN, LIONSGATE, Newsweek, PBS, SoundCloud, Spotify, และ Time อีกด้วย เรียกได้ว่า AWS เป็นผู้นำในการให้บริการด้าน Streaming เลยแหละ


หากใครสนใจใช้บริการ Global Cloud อย่าง AWSAzure หรือ GCP ทาง Cloud HM เองก็มีให้บริการอยู่เช่นกันนะคะ ให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา, ช่วยออกแบบ Solution, ติดตั้ง, Managed Services และสามารถออก Local Billing ผ่านเราได้ด้วยค่ะ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อเราได้เลย!

— Cloud HM

Source: http://highscalability.com/blog/2017/12/11/netflix-what-happens-when-you-press-play.html?currentPage=2

https://www.datacenterdynamics.com/en/news/aws-is-the-preferred-cloud-provider-for-disney/
https://www.pcmag.com/news/inside-the-tech-that-powers-your-favorite-video-streaming-services
https://medium.com/predict/content-delivery-network-is-the-magic-inside-disneys-streaming-services-8699e8f441e